DMPLAPAK

เครือข่ายเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานและโรคเรื้อรัง อ.ปลาปาก จ.นครพนม

Tuesday, July 05, 2005

การเรียนรู้ของทีมปลาปาก


การเรียนรู้ของทีมปลาปาก

สุพัฒน์ สมจิตรสกุล *

การเรียนรู้ของทีมปลาปากจังหวัดนครพนม เป็นการเรียนรู้ร่วมกับทีมอื่นที่อยู่นอกเครือข่าย เช่น การเรียนรู้ร่วมกับทีมไผ่ล้อมกับการจัดการปัญหาชุมชน กับทีมหลักศิลาในการศึกษาปัจจัยและบริบทของกลุ่มสร้างสุขภาพในชุมชน หรือทีมโคกสูงในการจัดระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ทั้งหมดนี้เป็นการเข้าไปเรียนรู้ในฐานะผู้ช่วยเหลือให้เกิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างทีมของเจ้าหน้าที่และชุมชน ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการสรุปบทเรียนจาก 3 กรณี
เรียนรู้จากการหาความหมายร่วมกัน ในการเข้าไปศึกษาของทีมไผ่ล้อม** (ประกอบด้วยนักวิชาการจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม นักวิชาการสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และนักวิชาการสาธาธารณสุขในสถานีอนามัยบ้านอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม )ได้เข้าไปในชุมชนบ้านไผ่ล้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการควบคุมโรคอุจจาระร่วง เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีการระบาดของโรคอุจจาระร่วง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ทีมถือเป็นโอกาสในการเข้าไปจัดการปัญหา โดยมีผู้สนับสนุนเป็นกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข แรกเริ่มทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปประเมินชุมชนโดยการเชิญแกนนำของชุมชน( ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และกรรมการหมู่บ้าน ) มาร่วมประชุมโดยบอกว่า ใช้หลักการประชาคมเพื่อค้นหาปัญหา พบว่าในการประชุม ทีมเจ้าหน้าที่พบว่า การประเมินพบว่า กลุ่มที่มาประชุมมีความรู้และตระหนักถึงความรุนแรงในโรคอุจจาระร่วงเป็นอย่างดี แต่เมื่อประเมินในชุมชนก็ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และมีการตระหนักในการปฏิบัติต่อการเจ็บป่วยน้อย ทีมเจ้าหน้าที่จึงได้นำปัญหาการจัดการดังกล่าวมาเป็นข้อสนทนากับผู้เขียน จึงมีข้อเสนอในการพูดคุยกันว่า ผลที่เกิดในชุมชนเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเรา(ทีมเจ้าหน้าที่ ) กับชุมชน ในความหมายในคำจำกัดความของโรคอุจจาระร่วง และท่าทีของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปจัดการปัญหายังคงใช้วิธีการที่มีคำตอบโดยไม่ตั้งคำถามกับชุมชน หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่คิดคำตอบที่สำเร็จรูป ชุมชนจึงมองเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องจัดการเอง ต่อมาทีมได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยยืดหยุ่นวิธีการค้นหาเริ่มต้นจากการค้นหาความหมายของอาการอุจจาระร่วงโดยไม่ยึดกับทฤษฎีหรือกรอบของวิชาชีพ จากท่าทีของวิธีการค้นหาโดยใช้กระบวนกลุ่มในการพูดคุยกับชุมชน พบว่า ความหมายในอาการ “ขี้ไหล”(อุจจาระร่วง) ของชุมชน แตกต่างจากความหมายของเจ้าหน้าที่ เช่น การทานอาหารรสจัดแล้วท้องเสีย จะไม่ถือว่าเป็นท้องเสีย หรือ เด็กอายุแรกขวบที่มีอาการอุจจาระร่วงถือว่าเป็น “ ขี้ซุ ” ชุมชนมองว่าเป็นพัฒนาการของเด็กที่ต้องทำให้ตัวเบาเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาจากการคลานสู่การยืนและเดิน ด้วยความหมายที่แตกต่างทำให้วิธีจัดการกับโรคอุจจาระร่วงของชุมชนจึงแตกต่าง จากการที่ได้เรียนรู้กับชุมชน ทีมจึงได้เรียนรู้กับชุมชนในการจัดการปัญหาของชุมชนด้วยวิธี “ ไม่จัดการ “ หมายถึง การปล่อยวางและเป็นเพียงผู้สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน ทำให้การประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างสมาชิกในชุมชนเปิดกว้างให้สมาชิกอื่นเข้ามาร่วมมากขึ้น เช่น กลุ่มที่ไม่ใช่ผู้นำที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน กลุ่มผู้ที่เคยมองว่า เป็นผู้ไม่มีศักยภาพในการช่วยเหลือ( ผู้พิการ หรือ จิตไม่สมประกอบ) ก็ได้เข้าร่วมในกิจกรรมของชุมชน วิธีจัดการของชุมชนคือ การร่วมพูดคุย หาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดกิจกรรมต่างๆในชุมชน ที่มากกว่าการจัดการโรคอุจจาระร่วง ชุมชนมองภาพใหญ่มากกว่ารูปแบบของเจ้าหน้าที่ที่มองแค่กรอบของโรค แต่ภาพที่สรุปโดยชุมชนมองว่า โรคอุจจาระร่วงหรือขี้ไหล มันเป็นแค่ส่วนปลายของปัญหา แต่แท้ที่จริง ปัจจัยก็คือ สิ่งแวดล้อมในชุมชน ทำให้เกิดแผนในการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การทำแผนจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มที่บ้านของสมาชิกในชุมชน ขยายไปยังรอบบ้าน บริเวณคุ้ม และในชุมชน แผนการหาแหล่งประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเช่น อบต. จากเดิมชุมชนมอง อบต.เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาที่คอยคิดแผนตามกรรมการ ไม่เคยทำแผนขอ แต่ชุมชนได้ทำแผนของบประมาณ การจัดกิจกรรมในชุมชน การสร้างเตาเผาขยะ เป็นต้น นอกจากนี้ชุมชนนี้ได้มองไปถึงปัจจัยด้านบุคคล และได้จัดทำแผนของการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการจัดทำกลุ่มประชุมแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ จากการเข้าร่วมเรียนรู้ครั้งนี้ ผู้ใหญ่บ้านไผ่ล้อม บอกว่า “ ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้านมา ไม่มีใครบอกว่า วิธีการจัดการกับปัญหาของชุมชน มีแต่สั่งให้ทำโน่นทำนี่ ผมสนุกมากกับการทำงานแบบนี้ “ การเรียนรู้ของทีมในบ้านไผ่ล้อมคือ การปล่อยวางจากความเป็นเจ้าหน้าที่ที่เต็มไปด้วยคำตอบ เป็นผู้จัดกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ กระตุ้นตั้งคำถามมากกว่าการบอกวิธีการ ช่วยให้ชุมชนค้นหาศักยภาพของตนและแหล่งประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน

เรียนรู้จากบทเรียนที่ล้มเหลว การเรียนรู้ของทีมโคกสูง*** เดิมโรงพยาบาลปลาปากได้มีการจัดระบบคลินิกเบาหวาน ในโรงพยาบาลโดยมีผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการจัดบริการ ต่อมาในปี ๒๕๔๕ เมื่อมีโครงการ UC ทำให้เครือข่ายบริการมองว่าสอ.ที่อยู่ติดกับเขตอำเภอเมือง จึงได้จัดบริการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เพื่อกันมิให้ผู้ป่วยไปรับบริการในเขตบริการที่อื่น โดยจัดรูปแบบ Extended OPD โดยมี แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ออกให้บริการในสถานีอนามัยกุตาไก้ มหาชัย โพนสวาง นามะเขือ บริการสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง หมุนเวียนกันไป แต่ดำเนินการได้เพียง ๑ ปีต้องยกเลิกด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัย เมื่อได้วิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการล้มเหลวคือ
- การเตรียมพร้อมในด้านผู้ให้บริการ
- การเตรียมระบบการดูแลผู้รับบริการไม่สอดคล้องกับความต้องการ เช่น การเจาะเลือดรอล่วงหน้า
- รูปแบบที่ดำเนินการเป็นระบบพึ่งพาโรงพยาบาลมากเกินไป
ต่อมาในปี ๒๕๔๖ ผู้ป่วยที่เคยร่วมโครงการพัฒนาระบบบริการคลินิก ได้พยายามขอให้ทางโรงพยาบาลจัดระบบริการในสถานีอนามัย ทางทีมได้ร่วมพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำบทเรียนการจัดบริการที่ผ่านมาเป็นข้อพิจารณาในการปรับเปลี่ยนระบบบริการ บริบทของผู้ป่วยบ้านโคกสูง เป็นคนเผ่าไทโส้ที่อพยพมาจากอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีความเชื่อและนับถือผีบ้านผีเรือน เวลาเจ็บป่วย จะมีการ”มอ” คือการให้หมอผีวินิจฉัยว่าเกิดจาสาเหตุใด หากพบว่าเกิดจากการปฏิบัติผิดผี ก็จะมีการเยา คือการปฏิบัติรักษา เช่น การปฏิบัติแก้ที่ผิดผี การนำเครื่องไปบูชา หรือให้หมอผีแก้ หากมีกิจกรรมพิเศษ จะมีการเลี้ยงผีปู่ตา ที่ดอนปู่ตา(สถานที่ป่าสาธารณะในหมู่บ้าน) ส่วนประเพณีอื่นๆก็นับถือตามประเพณีอีสาน ถือฮีตสิบสองคองสิบสี่ ส่วนบ้านนกเหาะ ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าผู้ไท มีประเพณีเช่นชาวผู้ไท การถือฮีตสิบสองคองสิบสี่ แต่วิถีการบริโภคของทั้ง ๒ หมู่บ้านมีความคล้ายคลึงกัน การพึ่งแหล่งอาหารจากภายนอกชุมชน มีพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนออกไปซื้ออาหารสำเร็จรูปจาก อ.นาแก จ.นครพนม และ ตำบลท่าแร่ จ.สกลนคร อาหารที่นำมาจำหน่าย เช่น น้ำเต้าหู้ แกงเผ็ด ผัดหมี่ ผัดพริก หรือ แม้แต่ อาหารพื้นบ้าน เช่น แจ่ว แกงอ่อม เป็นต้น ผู้ป่วยบอกว่า น้อยคนที่จะทำอาหารรับประทานเอง เพราะราคาถูกกว่า และส่วนใหญ่จะทำงานในสวนปลูกมะเขือส่งโรงงาน กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นหมู่บ้านโคกสูง และบ้านนกเหาะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ ๘-๑๐ กม. ถนนที่ติดต่อกับอำเภอเป็นถนนลูกรัง ผู้ป่วยที่ไปรับบริการต้องตื่นแต่เช้าตี ๓ ตี๔ เพราะต้องรวบรวมกันเหมารถในหมู่บ้านมารับบริการ แต่กระนั้นก็ยังได้คิวบริการที่ ๓๐ ถึง ๔๐ เริ่มแรกเราได้คิดผลักผู้ป่วยในเขตตำบลโคกสูง จำนวน ๑๕๐-๑๖๐ คน การดำเนินการเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกัน ระหว่างผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการในคลินิก (แพทย์ พยาบาล ห้องปฏิบัติการ) และเจ้าหน้าที่สอ. ถึงความเป็นไปได้ คัดเลือกเจ้าหน้าที่เข้ามาเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน การจัดยา โดยใช้เวลา ๑ เดือน(เรียนตามสะดวกของเจ้าหน้าที่ สอ.) โดยสอนในคลินิก และห้องเรียน การดำเนินการ เริ่มแรกเรากะจะผลักผู้ป่วยตำบลโคกสูงทั้ง ๑๕๐ กว่าคนกลับไป ซึ่งพบว่า การจัดการในครั้งแรกยุ่งยาก เนื่องจากผู้ป่วยบางรายต้องการมารับบริการที่โรงพยาบาล เพราะเดินทางสะดวก และปัจจัยความเชื่อมั่น ต่อมาจึงได้ปรับโดยจัดเลือกเฉพาะพื้นที่หมู่บ้านที่ใกล้เคียงกับสอ. ตกลงบริการกับผู้ป่วย ที่อยู่ในเขตบ้านโคกสูง และบ้านนกเหาะ ซึ่งอยู่ใกล้ สอ.โคกสูง ไม่เกิน ๒ ก.ม.
– บริการเฉพาะผู้ป่วยเก่า
– ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
– ผู้ป่วยควบคุมโรคได้ดี
– ผู้ป่วยต้องไปตรวจสุขภาพที่รพ.ปีละ ๑ ครั้ง
– และผู้ป่วยสมัครใจที่จะรับบริการที่สถานีอนามัย
ทีมรพ.(ประกอบด้วย แพทย์ และพยาบาล) ลงพื้นที่ไปช่วยจัดระบบบริการ โดยกำหนดวันบริการเป็นวันอังคาร โดยมีขั้นตอนดังนี้
– ผู้ป่วยรับการเจาะเลือดตรวจ ระดับน้ำตาล โดยลูกจ้างสอ. (เสร็จแล้วจะกลับบ้านก่อนก็ได้)
– ตรวจรักษาโดยเจ้าหน้าที่สอ. (ระยะเริ่มแรกจะมีแพทย์นั่งเป็นที่ปรึกษา แต่ไม่ตรวจ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ และผู้รับบริการ)
– รับยาโดยผู้ตรวจรักษา ซึ่งทำให้สามารถอธิบายการใช้ยาและพูดคุยเรื่องการควบคุมโรคกับผู้ป่วยได้ด้วย ระยะเตรียมการนี้ใช้เวลา ๒ เดือน
การจัดบริการในปัจจุบัน หลังได้ดำเนินการมาได้กว่า ๑ ปี
– ให้บริการทุกวันอังคาร
– เจาะเลือดโดยลูกจ้างสอ.(ที่รพ.จ้างให้)
– ตรวจรักษาโดย จนท. สอ.(กำลังปรับให้พยาบาลที่ปฏิบัติในสอ.ตรวจ)
– ระบบการนัด จะนัดเป็นหมู่บ้านตามความสะดวกของผู้ป่วย
– การส่งต่อกลับกรณี ควบคุมโรคไม่ดี (ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำเกินไป)
– ตรวจสุขภาพประจำปีที่รพ.
– ใช้แบบบันทึกแบบเดียวกันกับคลินิกในรพ. และจัดทำสมุดประจำตัว
ผลการดำเนินการ(๑) ผู้ป่วยที่รับบริการ มีความสุขในการบริการที่ใกล้บ้าน รู้สึกใกล้ชิดกับผู้ให้บริการ บอกความต้องการ
“ มันใกล้บ้าน ถีบจักรยานมาก็ถึง อยากได้อะไรก็บอก เพราะเป็นหมอบ้านเราเอง “
ผู้ป่วยที่ส่งกลับไปรับบริการที่รพ. มีน้อยเพียง ๒-๓ ราย การคัดกรองผู้ป่วยในชุมชน ทำโดยไม่ต้องลงพื้นที่(ผู้ป่วยบอกญาติไปตรวจเอง) เจ้าหน้าที่สอ.ผู้ให้บริการ ได้ใกล้ชิดกับชุมชน สามารถเปิดบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เจ้าหน้าที่สอ. มีความต้องการพัฒนาระบบบริการ เช่น การพัฒนาระบบการให้ความรู้ การศึกษาวิถีชีวิตผู้ป่วยเบาหวานในเผ่าโส้ ในชุมชน สิ่งที่ได้ทำต่อ มีพื้นที่สอ.อื่นๆ มีความสนใจที่จะเปิดบริการผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ เช่น สอ.มหาชัย สอ.กุตาไก้ (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยล้มเหลวมาแล้ว) แต่ต้องพูดคุยกับผู้ป่วย และผู้จัดระบบ สิ่งที่ได้เรียนรู้ การจัดระบบบริการจำเป็นต้องมีการเตรียม
– ผู้รับบริการ
– เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และผู้ให้การสนับสนุน
– ระบบที่เอื้อต่อการส่งต่อ การสนับสนุนสิ่งของ และวิชาการ รวมทั้งการเสริมกำลังใจ
ความสม่ำเสมอในการสนับสนุน รูปแบบการจัดบริการ ต้องหลากหลาย ไม่ตายตัว ยืดหยุ่นต่อบริบทของชุมชน และสถานบริการ

เรียนรู้การทำงานในชุมชนจากเครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ในการทำงานภายใต้กรอบนโยบาย ทำให้เกิดภาพลวงตาในความสำเร็จในงานว่า สามารถดำเนินการพัฒนาหรือแก้ปัญหาในชุมชนได้ตามเป้าหมาย กิจกรรมการสร้างสุขภาพของชมรมสร้างสุขภาพของบ้านหลักศิลา ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งทีมได้เข้าไปเรียนรู้โดยตั้งคำถามในการเข้าไปเรียนรู้ในเริ่มแรก ว่าปัจจัยใดที่ทำให้ชมรมสร้างสุขภาพ บ้านหลักศิลา จึงประสบความสำเร็จ เริ่มต้นทีมได้ชักชวนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อให้เป็นสมาชิกทีมเข้าไปเรียนรู้ และได้ช่วยกันพัฒนาทักษะในการวิจัยเชิงคุณภาพให้แก่สมาชิกทีม และได้ร่วมกันวางแผนจัดเก็บข้อมูล โดยวางกรอบของการจัดเก็บข้อมูล สร้างแนวคำถาม กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นแหล่งข้อมูล (Key informant) และเลือกวิธีการในการจัดเก็บข้อมูล ในการเริ่มต้น เราได้ทดลองใช้แนวคำถามระหว่างสมาชิกในทีม หรือ กลุ่มเป้าหมายแล้วนำมาปรับเปลี่ยน ระหว่างนั้นได้มีการเรียนรู้การตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน ( Triangulation ) ทำให้เกิดการตั้งคำถามภายในทีมว่า สิ่งที่แหล่งข้อมูลบอกเป็นภาพที่จริงของชุมชนหรือเปล่า เช่น แหล่งข้อมูลบอกว่า ภายในชุมชนมีการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และมีผู้เข้าร่วมหลากหลาย แต่จากการทำแผนภูมิของความสัมพันธ์ของสมาชิกกลุ่มต่างๆในชุมชนพบว่า สมาชิกมักจะซ้ำๆกัน และแกนนำส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้นำ เมื่อตรวจสอบจากการเข้าไปสังเกตในชุมชนของทีมพบว่า ยังมีสมาชิกชุมชนส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการหรือกิจกรรมภายในชุมชน เช่น ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อเราถามแหล่งข้อมูลที่ได้จัดเตรียมมาว่า กิจกรรมสุขภาพมีรูปแบบใดบ้าง พฤติกรรมบริโภคเป็นอย่างไร สิ่งที่ได้จากแหล่งข้อมูลบอกว่า ในชุมชนมีกิจกรรมสร้างสุขภาพ เช่น ปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมี และเน้นใช้แรงงานคน เมื่อเข้าไปสังเกตและสอบถามจากบุคคลอื่นในชุมชนพบว่า ยังมีการใช้สารเคมีในการปลูกผัก และส่วนใหญ่ก็จะใช้เครื่องจักรกลในการจัดทำ นอกจากนี้ตามที่ทีมไปสังเกตพบว่า ยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมสร้างสุขภาพของชุมชน แต่มีกิจกรรมการสร้างสุขภาพของตนเอง เช่น คุณป้าอายุ 60 กว่าปีวิ่งออกกำลังกายรอบสระหน้าโรงเรียน คุณลุงอายุเกือบเจ็ดสิบปี ถีบจักรยานออกกำลังกายทุกเช้า และในชุมชนยังมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก ทีมจึงได้ตั้งคำถามว่า “ ทำไมจึงมีคำตอบอยู่ 2 ฟาก เช่นนี้ “ จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ทีมสรุปว่าเกิดจากมุมมองของคนภายในชุมชนที่แตกต่างกัน หรืออาจเป็นเพราะความต้องการรักษาสถานภาพของกลุ่มผู้นำที่ต้องการรักษาภาพของชุมชนที่ประสบความสำเร็จ
ต่อมาจากการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเสนอข้อมูลแก่ชุมชน เพื่อการตรวจสอบ และวิพากษ์ข้อมูลที่ทีมไปจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปสู่การมองภาพร่วมกันในการวิเคราะห์ปัญหาชุมชนร่วมกัน บรรยากาศในการนำเสนอข้อมูลพบว่า วันนั้นมีทหารพัฒนาเข้ามาร่วมประชุมด้วย และบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกในชุมชนเป็นไปอย่างเงียบเหงา ทำให้ทีมต้องตรวจสอบข้อมูลพบว่า หมู่บ้านแห่งนี้เคยเป็นหมู่บ้านชายแดนที่ได้รับการพัฒนาจากหน่วยทหารพัฒนาและเคยประกวดหมู่บ้านและได้รางวัลมาแล้ว ในปีนี้หมู่บ้านกำลังจะถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดอีกครั้ง เท่าที่สอบถามสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมและสรุปได้ว่า ตอนนี้ทางทีมทหารยังไม่ต้องการให้โชว์ข้อมูลด้านลบของชุมชนออกมาเพราะกลัวว่า เมื่อถูกประเมินคะแนนจะต่ำ ทีมต้องกลับมาทบทวนว่า ข้อมูลอีกครั้งและปรับวิธีการนำเสนอข้อมูลให้แก่ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องได้อย่างไร สมาชิกในทีมบางคนบอกว่า “ รอให้ทหารกลับไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปประชุมชาวบ้าน อีกครั้ง “ แต่เมื่อทบทวนกับสมาชิกในทีม ได้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “ เราต้องถือโอกาสที่ทหารเข้ามา เข้าไปให้ข้อมูลแก่ทหาร เพราะทหารมีศักยภาพพร้อมบารมีและเคยร่วมกับชาวบ้านพัฒนามาก่อน เพื่อให้มีการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้าน ไม่เช่นนั้นเมื่อเราออกจากพื้นที่ไปแล้ว ผู้ที่เป็นภาระก็จะเป็นชาวบ้านที่ต้องหันซ้ายหันขวา ตามผู้ที่เข้ามาในหมู่บ้าน “ จากความคิดดังกล่าว ภายในทีมจึงได้วางแผนไปเสนอข้อมูลให้แก่ทีมทหารพัฒนา เพื่อจะได้รับมุมมองร่วมกัน และสรุปเป็นประเด็นเพื่อเสนอแก่ชุมชนต่อไป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ของทีมจากพื้นที่บ้านหลักศิลา คือ ข้อมูลที่ได้รับจากชุมชน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ การใช้เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถใช้ได้ดี เช่น การสนทนากลุ่ม และนำประเด็นที่น่าสนใจในกลุ่มไปเป็นแนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึก นอกจากนี้การใช้ทักษะการสังเกตเพื่อตรวจสอบข้อมูลเป็นระยะๆ และข้อมูลที่ได้มาจำเป็นต้องได้รับการนำเสนอให้แก่ชุมชนรับทราบเพื่อตรวจสอบและวิพากษ์ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันค้นหาศักยภาพและแหล่งประโยชน์เพื่อนำมาพัฒนาชุมชนต่อไป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในรอบปีที่ผ่านมา เครือข่ายของทีมปลาปาก เป็นการเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ โดยใช้ประสบการณ์ที่ได้เข้าไปเรียนรู้กับทีมอื่นๆร่วมทั้งการจัดประสบการณ์ที่ทาง สวสช.ได้จัดขึ้น ทำให้เกิดโอกาสการเรียนรู้กับทีมอื่นโดยไม่ได้มองเพียงในกรอบในที่ทำงาน ได้พบสิ่งดีๆที่เกิดขึ้น พบศักยภาพในชุมชน ในตัวเจ้าหน้าที่ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การปล่อยวางตัวตน การยอมรับในความผิดพลาดและใช้ความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ในการจัดการปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ได้เรียนรู้ในรอบปีที่ผ่านมา
การวางแผนต่อไป ได้ร่วมกับเครือข่ายสถานีอนามัยโคกสว่าง **** ได้วางแผนเข้าไปเรียนรู้พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ในเขตบ้านศรีธน ตำบลโคกสว่าง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมโรงพยาบาลปลาปากกับทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขภายในพื้นที่อำเภอปลาปาก คาดว่า จะเกิดการเรียนรู้ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ การเรียนรู้ศักยภาพตนเองของชุมชน ไปสู่การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนต่อไป

* พยาบาล โรงพยาบาลปลาปาก อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
** ประกอบด้วย นางมารดี วิทยดำรงชัย นายปัญญา ไตรปกรณ์กุศล และ นายสงกรานต์ นักบุญ
*** ประกอบด้วย ทีมโรงพยาบาลปลาปาก แพทย์หญิงชื่นฤดี ราชบัญดิษฐ์ นายสุพัฒน์ สมจิตรสกุล นางมติกา สุนา และทีม สถานีอนามัยโคกสูง นายจิระชาย ประสบธัญญา นางจารุวรรณ วงค์ศรีชา และนายทวี ดีละ
**** ประกอบด้วย นายสุพัฒน์ สมจิตรสกุล นายธวัชชัย แสงจันทร์ และ เจ้าหน้าสาธารณสุข อำเภอปลาปาก

2 Comments:

At 10:06 AM, Blogger DMPLAPAK said...

ขอความคิดเห็นด้วยนะครับ
สุพัฒน์

 
At 2:27 PM, Blogger DM KM Network said...

สวัสดีค่ะ คุณสุพัฒน์

ได้เห็นวิธีการทำงานของทีมปลาปากกับส่วนชุมชนแล้วรู้สึกประทับใจ ที่ทีมงานพยายามค้นหาวิธีที่จะทำให้คนในชุมชนมีสุขภาพที่ดี โดยการพยายามดึงคนในชุมชนเข้ามาเกี่ยวข้อง มองลึกไปถึงวัฒนธรรมของคนในชุมชนนั้นๆ มีการวิเคราะห์ปัญหา และประเมินสิ่งที่ทำ ถ้ามีความก้าวหน้าหรือเปลี่ยนแปลงไปอย่างไร กรุณาเขียนลง blog เล่าให้ฟังอีกนะคะ

สุดท้ายนี้ขอพูดถึงหน้า Comment ของ DMPLAPAK นิดหนึ่ง คือบางท่านที่ไม่มี blogger ของตนเอง แต่ต้องการ comment บทความของท่าน จะเข้ามา Comment ไม่ได้ ทำให้ท่านเสียโอกาสดังกล่าว ดังนั้นหาก Set ให้ทุกคนสามารถเข้ามา comment ได้จะดีมากค่ะ

สุภาพรรณ ตันติภาสวศิน

 

Post a Comment

<< Home