DMPLAPAK

เครือข่ายเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวานและโรคเรื้อรัง อ.ปลาปาก จ.นครพนม

Friday, July 22, 2005

เรียนรู้จากผู้ป่วยเบาหวาน

เรียนรู้จากผู้ป่วยเบาหวาน
เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา ได้มีโอกาสไปนั่งพูดคุยกับผู้ป่วยเบาหวานที่มารับบริการ เนื่องจากวันนี้มีผู้มารับบริการจำนวน 80 คน ผู้มารับบริการก็รู้สึกกระวนกระวายใจ น้องพยาบาลที่ให้บริการก็พยายามลดความกังวลโดยการพูดคุยก็แล้ว เพราะการเข้าตรวจของผู้ป่วยแต่ละรายมักจะมีรายละเอียดให้แพทย์ต้องพูดคุยด้วยเสมอ ตัวเราเองก็ต้องไปนั่งพูดคุยด้วยในฐานะผู้ร่วมให้บริการ ในขั้นตอนหนึ่งคือการเรียกผู้ป่วยมานั่งคุยเพื่อสอบถามอาการ มีผู้ป่วยรายหนึ่งเป็นหญิง อายุ 36 ปี ขอตั้งชื่อสมมติว่า "พร" เธอเองป่วยด้วยเบาหวานมาได้ 4-5 ปีแล้ว อาชีพของเธอทำนา หากนอกฤดูกาลทำนาก็จะรับจ้างพอให้มีรายได้เลี้ยงชีพ เธอเล่าให้ฟังว่า เดิมเธอไม่ได้คิดว่า ตนเองจะเป็นโรคเบาหวานเลย เพราะพ่อแม่ก็ไม่ได้ป่วยเป็นเบาหวาน เธอบอกว่า ทุกวันนี้คนป่วยเป็นเบาหวานเยอะ อาจเป็นเพราะว่า การค้นหาโรคของหมอเป็นไปได้ง่ายขึ้น ทำให้พบเห็นผู้ป่วยเบาหวานได้รวดเร็ว แต่เธอสังเกตุว่า ช่วง 4-5 ปีนี้มีผู้ป่วยเบาหวานมันมากขึ้นจนน่าตกใจ จากเดิมมีเพียงบ้านละ 4-5 คน กลับเป็นว่า มีผู้ป่วยในหมู่บ้านเป็น 20-30 คน เธอคิดว่า ช่วง 4-5 ปีนี้มันมีเหตุการณ์เปลี่ยนเกิดขึ้นภายในหมู่บ้าน เธอบอกว่า แต่เดิมคนในหมู่บ้านจะทำอาหารรับประทานเอง สิ่งที่ประกอบเป็นอาหารส่วนใหญ่แล้วเป็นของที่มีอยู่ในหมู่บ้าน เช่น ปลา กบ ตามท้องไร่ ท้องนา ผัก จากสวนครัวหลังบ้าน จะได้ทานเนื้อวัว เนื้อควายต้องมีงานบุญ หรือเทศกาลในหมู่บ้าน แต่ทุกวันนี้อาหารต่างๆนั้นออกมาจากหมู่บ้าน เช่น เนื้อหมู ไก่ เนื้อวัว ผัก แม้แต่พืชสวนครัว ก็เอามาจากที่อื่น ที่หนักกว่านั้นคือ คนในหมู่บ้านจะไม่ประกอบอาหารรับประทานแล้ว มักจะซื้ออาหารสำเร็จรูปที่พ่อค้านำมาขายในหมู่บ้าน เพราะประหยัดทั้งเวลาและเงิน เพราะราคาถูกกว่า เวลาที่เหลือส่วนใหญ่จะไปทำมาหาเงิน เช่น ปลูกพืชส่งขายโรงงานมากกว่าปลูกรับประทานในครัวเรือน บางคนก็ทิ้งบ้านเรือนไปทำงานที่ต่างจังหวัด หรือต่างประเทศ เธอเองสามีก็ไปทำงานต่างประเทศ เธอบอกว่า การที่คนเป็นเบาหวานกันมาก อาจเป็นเพราะการกินของคนเราเปลี่ยนไป ทำงานน้อยลง แต่ยังกินเหมือนเดิม มันคงจะลำบากที่จะควบคุมให้คนไม่ให้เป็นเบาหวาน
เราเองได้นั่งฟัง ก็น่าสนใจเพราะเราเองเป็นทีมดูแลสุขภาพประชาชน เราทำงานทุกวันนี้เป็นแบบการวิ่งตามปัญหา คือ ค้นหาผู้ที่ป่วย และรักษา แต่ลืมว่า ยังมีผู้คนที่อยู่ในวงจรชีวิตที่เสี่ยงอีกมาก ทำอย่างไรดีที่เราจะได้ช่วยให้ประชาชนในพื้นที่ได้คิดว่า วิถีชีวิตที่เขาอยู่ขณะนี้ช่างเสี่ยงกับการเจ็บป่วยเหลือเกิน ขอบคุณ คุณพร ที่ทำให้เราฉุกคิด

เชิญชวนเรียนรู้กับพยาบาลชุมชน

ในช่วง 2 ปี มานี้ (2546-2548) ชมรมพยาบาลชุมชนแห่งประเทศไทย โดยการสนับสนุนของ สสส. ได้ให้เราเข้ามามีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนเพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทย หลากหลายกิจกรรม เพราะพยาบาลชุมชนก็เป็น ส่วนหนึ่งในการรับรู้ปัญหา และผลกระทบต่าง ๆ ของสังคมไทย และชมรมเองก็คิดว่าปัญหาของสังคมไทยนั้นทุกฝ่าย ทั้งประชาชน รัฐ เอกชน ต้องหันมามีส่วนร่วมแก้ไข ชมรมพยาบาลฯ จึงได้วิเคราะห์ศักยภาพองค์กรเองว่าจะตัดสินใจร่วมแก้ไขปัญหาชาติบ้านเมืองอย่างไร ซึ่งได้เกิดจุดที่เราสังเคราะห์แล้วว่าต้องเปลี่ยนเปลงและปรับปรุงวิธีการทำงานของตัวเองให้ไปสู่การพยาบาลเชิงรุก วิธีคิดวิธีการทำงานของตัวพยาบาลเองให้ไปสู่การพยาบาลเชิงรุกที่เข้าถึงปัญหาของชุมชนอย่างแท้จริง และต้องพยายามหาความร่วมมือในการแก้ปัญหาชุมชน หรือปัญหาระบบบริการที่เป็นบริการเชิงรุก เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนมีศักยภาพในการดูแลตนเอง ครอบครัวและชุมชนได้มากขึ้น
เมื่อเดือนพฤศจิกายน 2547 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กทม. ชมรมพยาบาลชุมชนได้จัดเวทีการประชุมวิชาการประจำปีครั้งที่ 1 เพื่อเสนอภาพของการสรุปบทเรียนที่ชมรมพยาบาลชุมชนได้แจ้งต่อสาธารณาชนว่า เรากำลังพัฒนาวิถีการทำงานของเราใหม่ โดยใช้เครื่องมือการทำงานเชิงคุณภาพหรือวิจัยเชิงคุณภาพเข้ามาเป็นตัวขับเคลื่อนให้เห็นวิธีคิด วิธีการทำงานของเรา ว่าต้องมองปัญหาที่เราประสบอยู่ในชุมชน ให้ออกอย่างเด่นชัด และต้องใช้ทักษะในการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพมาวิเคราะห์และนำเสนอต่อชุมชน และสหวิชาชีพในองค์กร ให้ช่วยมองว่าที่แท้จริงปัญหาของประชาชนอยู่ในจุดไหน และใช้การเข้ามามีส่วนร่วมกลไกลตรงนั้นเองค่อนข้างเป็นที่ประจักษ์ว่า ใครบ้างมีส่วนเกี่ยวข้องกับปัญหา จากนั้นก็จะมีกระบวนการคือข้อมูลให้แก่ชุมชนหรือผู้รับบริการและพยาบาลหาทางออกหลังการแก้ปัญหา ของพยาบาลชุมชนร่มกัน โดยจะเน้นที่ให้ประชาชนมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาของเขาเองโดยและเราจะเป็นผู้สนับสนุนอย่างต่อเนื่อง
ในปีที่ผ่านมาผลสำเร็จของการพัฒนาวิธีคิด วิธีการทำงานของพยาบาลชุมชนได้นำเสนอในเวทีประชุมวิชาการ เมื่อ พย. 47 ซึ่งครั้งหนึ่งถือว่าเป็นนวตกรรมของพวกเราที่ได้ร่วมมือในการทำงาน มีผู้สมัครที่เข้าโครงการพัฒนาวิธีคิด วิธีการทำงาน และได้นำไปทำงานในพื้นที่ ประมาณ 25 พื้นที่ จากการประเมินผลกระทบต่าง ๆ ก็ชัดเจนว่าการทำงานในลักษณะเชิงคุณภาพเช่นนี้ มีผลกระทบในทางบวกกับประชาชน สหวิชาชีพ และองค์กรที่เกี่ยวข้องอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับพยาบาลผู้ปฏิบัติ จะเห็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างชัดเจนของตัวพยาบาล และเห็นพลังในตัวที่จะช่วยกันขับเคลื่อน แนวความคิดนี้ออกไปสู่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง
สำหรับในปี 2548 นี้ มีพยาบาลที่ได้เข้าร่วมใช้วิธีคิดวิธีการทำงานเชิงคุณภาพไปพัฒนางาน ประมาณ 60 พื้นที่ ซึ่งแต่ละโจทย์แต่ละปัญหา ที่พยาบาลได้หยิบยกมาล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น เช่น แนวทางในการแก้ปัญหาการดื่มสุราในชุมชน แนวทางการป้องกันพฤติกรรมเสี่ยงการมีเพศสัมพันธ์ในเด็กวัยเรียน การสร้างสุขภาพ ชุมชนโดยชุมชน การดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายก่อนเสียชีวิต การดูแลผู้สูงอายุโดยหลักวิถีพุทธ ปัญหาเด็กอ้วน และอีกหลายเรื่องที่น่าสนใจ ขณะนี้ทีมพยาบาลชุมชนกำลังใช้ทักษะการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และการแก้ปัญหาเร่งด่วน (Rapid Assesment) และร่วมแก้ปัญหากับชุมชนซึ่งคาดว่าผลกระทบต่อทุก ๆ ส่วน น่าจะมีผลประโยชน์ต่อตัวประชาชน ต่อพยาบาล และต่อสังคมประเทศชาติมากพอสมควร
ในปี 2548 นี้เราจะมีการประชุมวิชาการ นำเสนอผลงานการวิจัยเชิงคุณภาพในพื้นที่ทั้ง 60 พื้นที่และได้จัดทำเป็นวีดีทัศน์ “กระบวนการและขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพในชุมชน” เพื่อให้เห็นว่าเป็นวิธีการทำงานที่ง่ายไม่ยากสามารถเรียนรู้ได้ และผลจากการประเมินเบื้องต้นตัวพยาบาลผู้ปฏิบัติ มีความสุขในการทำงานมากขึ้น
จะเป็นจริงหรือไม่อย่างไร นี้ก็ต้องพิสูจน์กันโดยชมรมพยาบาลชุมชน จะจัดประชุมวิชาการครั้งที่ 2 ในวันที่ 25-27 ตุลาคม 2548 ปีที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ กทม. เหมือนเดิม เพราะง่ายต่อการบริหารจัดการ ในปีนี้ก็คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 800 คน ซึ่งต้องเชิญชวนไว้ล่วงหน้า และรับได้จำนวนจำกัดเท่านี้ ซึ่งขณะนี้สหวิชาชพีที่ได้รับทุน สสส. ในแผนงานการพัฒนาบุคลากรด้านสาธารณาสุข ในการสร้างเสริมสุขภาพก็ได้ให้ความสนใจและจองพื้นที่ไว้ล่วงหน้าก่อนแล้วจำนวนมากกว่า 50 ที่นั่งและก็เป็นความภูมิใจที่ผลงานของเราได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก จึงได้เสนอหัวข้อเรื่องของการวิจัยเชิงคุณภาพที่พยาบาลชุมชนได้นำไปแก้ปัญหาการทำงานในพื้นที่ให้ทราบคร่าว ๆ ก่อนเพื่อประเมินความสนใจและต้องการจะเข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ซึ่งกันและกัน ดังนี้
1 พฤติกรรมสุขภาพของผู้เป็นเบาหวานในบริบทสังคม วัฒนธรรมของผู้เป็นเบาหวานใน ต.สันทรายหลวง อ.สันทราย จ.เชียงใหม่
นางอุบล สุวรรณมณี
โรงพยาบาลสันทราย
2 ปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของสมาชิกครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย
นางทองทิพย์ พรหมศร
โรงพยาบาลฝาง
3 ปัจจัยและรูปแบบการดูแลสุขภาพเท้าของผู้ป่วยเบาหวานชนิดไม่พึ่งอินซูลิน
นางภาวดี ใจดี
โรงพยาบาลเชียงแสน
4 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดแผลที่เท้าในผู้ป่วยเบาหวานที่รับบริการในคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลสวรรคโลก
นางสมศรี บันทึก
โรงพยาบาลสวรรคโลก
5 รูปแบบ/แนวทางการส่งเสริมสุขภาพประชากรในวัยทำงานเข้าสู่ระบบเฝ้าระวังทางด้านสาธารณสุข โรงพยาบาลบึงสามัคคี จ.กำแพงเพชร
นางสาวเปรมวดี ศิริพัฒน์พงศ์พร
โรงพยาบาลบึงสามัคคี
6 การส่งเสริมสุขภาพในเด็กวัยเรียนที่มีภาวะอ้วน ต. กระดังงา อ.บางคนที จ.สมุทรสงคราม
นางสาวมุนา วงศาโรจน์
โรงพยาบาลนภาลัย
7 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ติดเชื้อ/ผู้ป่วยโรคเอดส์ โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย ศึกษาเฉพาะกรณี ในเขตตำบลด่านมะขามเตี้ย จ.กาญจนบุรี
นางศุภวัลย์ เอกศิริวรานนท์
โรงพยาบาลด่านมะขามเตี้ย
8 แนวทางการเสริมธาตุเหล็กและการแก้ไขปัญหาหญิงตั้งครรภ์ที่มีภาวะโลหิตจาก อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง
นางจิรดา เอี่ยมระหงษ์
โรงพยาบาลวิเศษชัยชาญ
9 การศึกษาแนวทางเพื่อพัฒนาการดูแลตนเองของผู้ป่วยโรคเบาหวาน ต.วิหารขาว อ.ท่าช้าง จ.สิงห์บุรี
นางเฉลิมศรี ยศธแสนย์
โรงพยาบาลท่าช้าง
10 การสร้างเสริมสุขภาพผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยงโรคหลอดเลือดหัวใจ โรงพยาบาลลับแล อ,ลับแล จ.อุตรดิตถ์
นางสาวผาสุข แก้วเจริญตา
รพ.ลับแล
11 วิถีชีวิตผู้ป่วยเบาหวานที่มีภาวะแทรกซ้อนระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ (ภาวะ Hypoglycemia) โรงพยาบาลเสาไห้ จ.สระบุรี
นางพิมพ์นภา แซ่โซว
รพ.เสาไห้
12 การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานให้สามารถควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดได้ในตำบลสว่างอารมณ์
นางพรรัตน์ อนันต์วรนาถ
รพ.สว่างอารมณ์
13 รูปแบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ต.โคกคราม อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี
นางสาวอุบลวรรณา เรือนทองดี
รพ.บางปลาม้า
14 รูปแบบ/แนวทางการส่งเสริมสุขภาพเด็กปฐมวัย (0-5 ปี) ให้มีพัฒนาการสมวัย โดยครอบครัวและชุมชนมีส่วนร่วม
นางดุษณีย์ ทองเกลี้ยง
รพ.หลวงพ่อเปิ่น
15 การจัดระบบบริการในคลีนิคสูงอายุ รพ.ปะทิว จ.ชุมพร
นางสาวสุภัทรา วิเศษคามิน
รพ.ปะทิว
16 รูปแบบ/แนวทางการดูแลผู้ป่วยความดันโลหิตสูงที่มีคุณภาพของหน่วยบริการปฐมภูมิบางมะพร้าว จ.ชุมพร
นางกัทลีย์ ตันธนกุล
รพ.ปากน้ำหลังสวน
17 บทบาทของครอบครัวและชุมชนในการป้องกันอุบัติเหตุจากการขับขี่รถจักรยานยนต์ในวัยรุ่นใน ต.ปรายพระยา
นางสาวพัชรา วิชัยดิษฐ์
รพ.ปลายพระยา
18 การศึกษาพฤติกรรมของผู้ดูแลผู้ป่วยเบาหวานสูงอายุ ชนิดไม่พึ่งอินซูลิน อ.กะปง จ.พังงา
นางรัศมี พันธุลาภ
รพ.กะปง
19 แรงจูงใจในการปรับปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการดูแลสุขภาพของตนเองของผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ รพ.นายายอาม จ.จันทบุรี
นางปวิตรา สุทธิธรรม
รพ.นายายอาม
20 ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งครรภ์ในหญิงวัยรุ่นที่มีบุตร คนแรก อ.สนามชัยเขต จ.ฉะเชิงเทรา
นางประภา บุญมาก
รพ.สนามชัยเขต
21 การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของกลุ่มเสี่ยงสูงต่อการเกิดโรคเบาหวาน ต.ปะหลาน อ. พยัคฆภูมิพิสัย จ. มหาสารคาม
นางสังวาลย์ วงศ์สมศักดิ์
รพ.พยัคฆภูมิพิสัย
22 การพัฒนารูปแบบการป้องกันอุบัติเหตุจาราจรทางรถจักรยานยนต์จากการดื่มสุราในกลุ่มวัยรุ่น ต.ยางสีสุราช อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม
นางกาญจนา จันทะนุย
รพ.สีสุราช
23 พฤติกรรมสุขภาพ ด้านโภชนาการและการออกกำลังกายของผู้ป่วยโรคเบาหวาน อ.ลืออำนาจ จ.อำนาจเจริญ
นางดอกบัว บุรัตน์
รพ.ลืออำนาจ
24 ปัจจัยส่งเสริมการสวมหมวกนิรภัยเพื่อลดความรุนแรงของการบาดเจ็บที่ศีรษะของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ในเขตเทศบาล ต.เมือง อ.เดชอุดม จ.อุบลราชธานี
นางอุทัยวรรณ วิบูลกิจธนากร
รพร.เดชอุดม
25 แบบแผนการดำรงชีวิตของผู้ป่วยเบาหวาน อ.ตระการพืชผล
นางสาวเยาวเรศ ดีคง
รพ.ตระการพืชผล
26 ปัจจัยและแนวทางการเตรียมความพร้อมของหญิงตั้งครรภ์ที่เหมาะในการคลอดปกติ แผนกห้องคลอด รพ.ปักธงชัย จ.นครราชสีมา
นางดรุณี คุณวัฒนา
รพ.ปักธงชัย
27 การส่งเสริมการออกกำลังกายในหญิงอายุ 15-50 ปี เขตเทศบาลเสิงสาง
นางบำรุง ไตรย์เทน
รพ.เสิงสาง
28 ปัจจัยที่มีผลต่อความสามารถในการสังเกตการดิ้นของลูกที่ถูกต้องในหญิงตั้งครรภ์ที่มาฝากครรภ์ที่ PCU รพ.สูงเนิน
นางมณีรัตน์ อวยสวัสดิ์
รพ.สูงเนิน
29 การทะเลาะวิวาทและการใช้ความรุนแรงในกลุ่ม วัยรุ่น
นายอู่ทอง นามวงษ์
รพ.ภูกระดึง
30 การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยอัมพาตจากโรคเรื้อรังในชุมชน เทศบาล ต.กลาง อ.เสลภูมิ จ.ร้อยเอ็ด
นางสมพร หันชะนา
รพ.เสลภูมิ
31 การดูแลต่อเนื่องผู้สูงอายุที่ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ในชุมชน อ.เมยวดี จ.ร้อยเอ็ด
นางสุรัตยา เกษมศิริ
รพ.เมยวดี
32 การเข้าถึงบริการยาต้านไวรัสเอดส์และการจัดทำแนวทางบริการสุขภาพแบบสหวิชาชีพที่สอดคล้องเหมาะสมกับความต้องการด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมของผู้ได้รับยาต้านไวรัสเอดส์ ศูนย์การดูแลผู้ติดเชื้อและผู้ป่วยเอดส์ช่วงกลางวัน (Day Care Center) รพ.เมืองสรวง จ.ร้อยเอ็ด
นางดวงเดือน ศรีมาดี
รพ.เมืองสรวง
33 รูปแบบการจัดโปรแกรมการคัดกรองโรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูงในประชากรอายุ 40 ปี ขึ้นไปของศูนย์สุขภาพชุมชนหนองคะแน อ.ชุมแพ จ.ขอนแก่น
นางสมปอง เสนา
รพ.ชุมแพ
34 การศึกษาการดูแลส่งเสริมสุขภาพผู้ป่วยโรคเบาหวานในโรงพยาบาลแวงใหญ่
นางวุฒิพร พรหมราษฎร์
รพ.แวงใหญ่
35 พฤติกรรมสุขภาพจิตของผู้ติดเชื้อ HIV /ผู้ป่วยเอดส์ที่ติดเชื้อฉวยโอกาสวัณโรค ใน รพ.ศรีวิไล จ.หนองคาย ปี 2548
นายไพศาล ไกรรัตน์
รพ.ศรีวิไล
36 พัฒนารูปแบบและแนวทางการดูแลผู้ป่วยพยายามฆ่าตัวตายด้วยวิธีดื่มสารพิษ กรณีศึกษา : ผู้ป่วย รพ.กระทุ่มแบน จ.สมุทรสาคร
นางอัฉรา อนุรักษ์
รพ.กระทุ่มแบน
37 ปัจจัยที่มีผลต่อการควบคุมระดับความดันโลหิตของผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงในพื้นที่ ต.มะเกลือเก่า อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา
นายสายยนต์ ดารา
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอสูงเนิน
38 การพัฒนารูปแบบการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ ต.อรพิมพ์ อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา ปีงบประมาณ 2548
นางปราณี ประไพวัชรพันธ์
สำนักงานสาธารณสุขอำเภอครบุรี
39 การดูแลผู้ป่วยเรื้อรังกรณีผู้ป่วยโรคจิตของ รพ.ประทาย จ.นครราชสีมา
นางพูนศรี พลพิทักษ์
รพ.ประทาย
40 แนวทางการดูแลผู้ป่วยโรคเรื้อรัง COPD รพ.วังเหนือ
นางสาวแสงเดือน ยาสมุทร
รพ.วันเหนือ
41 การส่งเสริมสุจภาพจิตด้วยวิถีพุทธที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้สูงอายุชุมชนหนองหัวแรด อ.หนองบุญมาก จ.นครราชสีมา
นางสาวเสาวนิต ผลุงกระโทก
รพ.หนองบุญมาก
42 พฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีเพศสัมพันธ์ในเด็กวัยเรียน จ.น่าน
นางสาวจันทณัฐ ทองศิริ และคณะ
รพ.น่าน
43 * ศึกษารูปแบบ พฤติกรรมที่ทำให้ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงควบคุมความดันโลหิตได้
นางสาวพุทธนา เอกโภค
รพ.เฉลิมพระเกียรติ
44 * แนวทางการพัฒนาระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้ ของ รพ.เชียงกลาง จ.น่าน
นางทับทิม ปัญญานะ และคณะ
รพ.เชียงกลาง
45 * ปัจจัยที่มีผลต่อการกลับมารักษาซ้ำของผู้ป่วย COPD ตึกผู้ป่วยใน โรงพยาบาลเชียงกลาง จ.น่าน
นางสาววิลาวัลย์ หมอมูล และคณะ
รพ.เชียงกลาง
46 * ศึกษาพฤติกรรมสุขภาพในปัจจุบันของผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ได้
นางพนิดา เมืองคำ และคณะ
รพ.ทุ่งช้าง
47 * ปัจจัยที่มีผลทำให้ผู้ป่วยต้อกระจกใน จ.น่านปฏิเสธการผ่าตัด
นางวรรณเพ็ญ คำเทพ และคณะ
รพ.น่าน
48 * พฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ของนักเรียน นักศึกษาในหอพัก เขตเทศบาล เมืองน่าน อ.เมือง จ.น่าน
นางศิริเพ็ญ มีบุญ และคณะ
รพ.น่าน
49 * ประสิทธิผลการพัฒนาระบบบริการด่านหน้า ของรพ.น่าน
นางสาวรัตนาพร ทองเขียว
รพ.น่าน
50 * กระบวนการสร้างสุขภาพประชาชนวัยแรงงาน บ้านนาหวาย อ.นาหมื่น จ.น่าน
นางสาวนาตยา ขันเชียง
รพ.นาหมื่น
51 * พฤติกรรมการใช้ยาที่เหมาะสมของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงใน รพ.บ้านหลวง
นางสาวเกษร ตามสัตย์
รพ.บ้านหลวง
52 * ศีกษาปัจจัยด้านผู้ป่วยและผู้ดูแลที่มีผลต่อการควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ต.กลางเวียง อ.เวียงสา จ.น่าน
นายชำนาญ พิเคราะห์ และคณะ
รพ.เวียงสา
53 * การพัฒนารูปแบบการแก้ไขปัญหาเด็กแรกเกิด-6ปี พื้นที่ราบ ที่มีภาวะทุพโภชนาการเขตรับผิดชอบโรงพยาบาล 2 แคว
นางสาวเพ็ญ ชาญมณีเวช และคณะ
รพ.สองแคว
54 * รูปแบบการส่งเสริมสุขภาพพระสงฆ์ อ.ปัว จ.น่าน
นางจามจุรีย์ ทนุรัตน์
รพร.ปัว
55 * ศึกษาการใช้ยาของผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่บ้านของผู้ป่วยบ้านถืมตองและบ้านสะเนียน อ.เมือง จ.น่าน
นางสาวสุพัต ขันตี และคณะ
สถานีอนามัยตำบลถืมตอง
56 * การศึกษาวิธีการดูแลสุขภาพผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงที่ควบคุมระดับ
นางมาลี ทะนิต๊ะ
สถานีอนามัยตำบลผาตอ
57 ความดันไม่ได้ ใน PCU ยม-PCUผาตอ อ.ท่าวังผา จ.น่าน
นางสารภี วงค์สิทธิ์
สถานีอนามัยตำบลยม
บอกข่าวมาเพื่อเชิญชวนให้ท่านที่สนใจความเคลื่อนไหวของเครือข่ายพยาบาลชุมชน สมัครเข้าร่วมการประชุมวิชาการชมรมพยาบาลชุมชนครั้งที่ 2 เพื่อนำมาเสนอผลการวิจัยเชิงคุณภาพในชุมชนประมาณ 60 เรื่อง และแนวทางในการพัฒนาสุขภาวะสังคมไทย โดยนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ ในระหว่างวันที่ 25-27 ตุลาคม 2548 ที่โรงแรมแอมบาสเดอร์ รับจำนวนจำกัด 800 ที่นั่ง จะรับสมัคร ปลายเดือนสิงหาคม 2548 และปิดรับสมัคร 10 ตุลาคม 2548 ค่าลงทะเบียน 1,200 บาท ได้รับหน่วยคะแนนการศึกษาต่อเนื่องจากสภาการพยาบาล (รายละเอียดจะแจ้งใน www.thainurseclub.com และสามารถสอบถาม รายละเอียดได้ที่
คุณจรรยาวัฒน์ ทับจันทร์ รพ.สูงเนิน 044-2806713 ต่อ 107 และ 09-8443215
คุณรุจิวรรณ สอนสมภาร สำนักงานสาธารณสุข จังหวัดนครราชสีมา 044-465010-5 ต่อ 305 09-9495489
นายสุพัฒน์ สมจิตรสกุล รพ.ปลาปากนครพนม 01-2612906
ขอบคุณทุกท่านที่จะเข้ามาเรียนรู้ร่วมกับพวกเรา

Tuesday, July 05, 2005

เรียนรู้ความหมายสุขภาพ

เรียนรู้ความหมายสุขภาพ
สุพัฒน์ สมจิตรสกุล*
อาชีพพยาบาลเป็นอาชีพที่เกี่ยวข้องกับ การเกิด แก่ เจ็บ และตาย อันเป็นสังสารวัฏที่เกิดในชีวิตที่ไม่สิ้นสุด เหตุการณ์ที่วนเวียนมาบังเกิดต่อพวกเราอยู่เป็นประจำ หากรู้จักใช้เหตุการณ์มาเป็นประโยชน์ในการเรียนรู้เพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานต่อผู้รับบริการ จะทำให้เราได้เข้าถึงสัจธรรมของชีวิต และความหมายของสุขภาพ
บทเรียนต่อไปนี้เป็นบทเรียนหนึ่งที่ได้ประสบขณะปฏิบัติงานดูแลผู้ป่วย
เช้าวันหนึ่งที่ห้องไตเทียมมีผู้ป่วยไตวายมารับบริการฟอกเลือดที่หน่วยไตเทียม ภายในห้องมีผู้รับบริการอยู่ 6 คน มีอยู่เตียงมีญาติมายืนออกันอยู่ มีเสียงพูดของผู้ป่วย บอกว่า “ พอแล้วๆ มันสิ้นเปลืองพอแฮงอยู่แล้ว วัวควาย กะขายไปหลายตัวแล้ว สิมาขายดิน อีกมันบ่ไหว “ เสียงอ้อนวอนของลูกๆให้พ่อรักษาต่อ มีอยู่ต่อเนื่อง เมื่อเข้าไปสอบถามได้ความว่า
ผู้ป่วยชื่อ ลุงพร(นามสมมติ) มีลูกสาว-ลูกชายอยู่ 4 คน อาชีพทำนาทั้งตระกูล ป่วยเป็นไตวายมาหลายปี มีสาเหตุเป็นนิ่วในไตทั้งสองข้าง ด้วยฐานะที่ยากจน ขาดโอกาสในการเข้ารับบริการตรวจสุขภาพ ทำให้ละเลยในสุขภาพกายของตนเองเพราะมัวแต่ห่วงปากท้อง ผลสุดท้ายไตก็วาย ซึ่งเมื่อรู้ก็สาย เมื่อไตได้สูญเสียหน้าที่ไปแล้ว ลุงพรเทียวเข้าออกโรงพยาบาลเป็นประจำ ต้องเวียนมารับยา ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์พยาบาลได้บ้างไม่ได้บ้างตามภาวะของชีวิต จนสุดท้ายก็ถึงระยะสุดท้ายของไตวาย ลุงพรถูกแนะนำให้ฟอกไต ลุงพรและญาติบอกว่า แม้ว่าลุงพรจะมีบัตร 30 บาทรักษาทุกโรค แต่ในกรณีฟอกเลือดเนื่องจากไตวายเรื้อรังเจ้าหน้าที่บอกว่า บัตรไม่คุ้มครองสิทธิดังกล่าว ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการฟอกเลือด ครั้งละ 1,300-1,800 บาท ไม่รวมค่าใช้จ่ายอื่นๆ เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าเดินทางมารับ-ส่งของญาติ เป็นต้น จากการรักษาลุงพรมาหลายปี ขายทั้งวัวควายที่มีอยู่ กู้ยืมก็เยอะ ญาติบอกว่า ลุงพรบ่นบ่อยๆว่า คนป่วยกินคนเป็น (คนป่วยทำร้ายคนสุขภาพดี) ลุงพรอยากเลิกรักษา นานๆเข้าลุงพรก็หายไปไม่มาฟอกเป็นสัปดาห์ กลับมาฟอกไตในสภาพที่บวม หายใจหอบ และเป็นบ่อยครั้ง เมื่อสอบถามทราบว่าไม่มีค่าใช้จ่ายและลุงพรไม่อยากมาฟอกไต ครั้งล่าสุด ลูกๆเห็นว่า หนี้สินที่เกิดจากการรักษามีมากขึ้นและค่าใช้จ่ายในการฟอกไตมีอยู่ตลอดเวลา ลูกๆจึงลงความเห็นว่าจะขายที่นาบางส่วนเพื่อจะมารักษาลุงพร เมื่อถึงเวลาจะมาขอให้ลุงพรเซ็นชื่อมอบฉันทะที่นาเพื่อจะนำไปขาย ลุงพรก็ไม่ยอม ลุงพรหันมาถามพยาบาลว่า “ คุณหมอ มันหมดมันเปลืองมาหลายแล้ว ไม่รู้ว่ามันจะหมด(ตาย) เมื่อไหร่ คุณหมอถามหน่อยเถอะที่ผมฟอกไตอยู่นี่ มันจะหายขาดมั๊ยล่ะ “ พยาบาลอึ้งไปสักครู่แล้วตอบไปว่า “.......คง ไม่หายค่ะ แต่ก็อาจมีความหวังในวันข้างหน้าก็เป็นได้ “ ลุงพรกล่าวต่อว่า “ผมอายุขนาดนี้ มันคงไม่มีหวังหรอก มีแต่จะกินลูกกินเต้าไปเรื่อยๆ ดีไม่ดีลูกจะตายก่อนผม เพราะไม่มีอะไรจะทำกิน ผมมันคนตายแล้ว อย่าให้ไปกวนคนเป็นเลย “ ทั้งลูกๆ พยาบาลและแพทย์ที่ดูแลคุณลุงพยายามอธิบายเพื่อให้ให้ลุงพรเปลี่ยนความคิด แต่ลุงพรก็ไม่เปลี่ยนความคิด ลุงพรยังยืนยันในความตั้งใจว่าจะไม่ฟอกไตต่อเพราะเห็นว่า หากฟอกไตต่อคงต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ไป ลูกหลานที่อยู่ข้างหลังคงลำบาก เห็นได้จากครอบครัวผู้ป่วยที่มาฟอกเลือดหลายคนบอกว่า จากครอบครัวที่เคยอยู่ทำมาหากินร่วมกัน กลับกลายเป็นว่า ลูกๆต้องเดินทางไปหาเงินต่างถิ่นเพื่อมาเป็นค่าใช้จ่ายในการรักษาญาติที่ฟอกเลือด ภาพที่พวกเราเห็นในวันนั้นคือ ลุงพรถูกพยุงจากลูกๆนั่งรถเข็นไปยังรถรับจ้างเพื่อกลับบ้าน ใบหน้าของลุงพรที่ยิ้มแม้ดูจะซีดเซียวจากผลของโรค ในความรู้สึกของลุงพรขณะนั้นคงมีความสุขแม้ว่าตนจะเสียชีวิต แต่ลุงพรเชื่อว่า ลุงพรได้ปกป้องผืนดินที่พ่อแม่ได้มอบให้ส่งต่อไปยังรุ่นลูกให้ประกอบทำมาหากินต่อไป
พวกเราที่ได้ชื่อว่า เป็นผู้รู้ในการดูแลสุขภาพผู้คน ความหมายคำว่าสุขภาพของเรากับลุงพรช่างแตกต่างกัน เรามองเพียงรักษาชีวิตของคนคนหนึ่งไว้ ขณะไม่ได้มองถึงชีวิตที่อยู่รอบข้าง คำว่าสุขภาพของลุงพรช่างยิ่งใหญ่และมองข้ามคำว่าความตายไปสู่ความมีสุขภาวะทางด้านจิตใจที่เหนือกว่า ด้านร่างกาย การตายพร้อมกับความภาคภูมิใจว่า ชีวิตนี้ของลุงพรได้ส่งต่อผืนดินที่ทำกินจากบรรพบุรุษสู่รุ่นลูกได้สำเร็จ สุขภาพของลุงพรจึงสมบูรณ์แม้ไร้ร่างกาย
การเรียนรู้ความหมายของคำว่า สุขภาพจากลุงพร ทำให้เห็นความหมายคำว่าสุขภาพของชาวบ้านมีหลากหลายและกว้างไกลจากพวกเราผู้ที่ทระนงตัวว่าเป็นผู้รู้ในทุกสิ่งของสุขภาพ ทำให้เราต้องได้เรียนรู้อีกมากมายว่า ทำไมผู้ป่วยเบาหวานจึงควบคุมโรคไม่ดี (เพราะต้องทะเลาะกับสามีที่มีเมียน้อย หรือวันปีใหม่ลูกที่หายไป 2-3 ปีกลับมาเยี่ยมบ้านเลยฉลองมากไปหน่อย) ทำไมหญิงอายุร่วม 40 ปีจึงทำแท้งครั้งแล้วครั้งเล่า(เพราะกลัวสามีจะแยกทางเนื่องจากท้อง) ถ้าเราได้เรียนรู้เราจะเข้าใจ ทำให้เราจะสามารถจัดบทบาทของเราให้เกิดระบบบริการที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของแต่ละบุคคล เราเองก็จะไม่ทุกข์เพราะเขา(ผู้ป่วย)ไม่เป็นอย่างที่เราต้องการ แต่เราจะปรับเปลี่ยนตามเขาและร่วมปรึกษาหารือกันในระดับที่เท่าเทียมกัน เราเองก็จะมีความสุขเพราะเราไม่ได้ทำเพื่อเปลี่ยนใคร แต่เราเปลี่ยนตัวเราเอง
การหยุดนิ่งรับฟังแลกเปลี่ยน ทำให้เราได้เห็นและพร้อมเปิดกว้างที่จะเรียนรู้กับผู้คนที่เดินทางมาให้เราเรียนรู้อยู่ทุกวัน ผู้ป่วย ญาติ ชุมชน เปิดให้เราได้เรียนรู้ตลอดเวลา สำคัญว่าเราพร้อมที่จะเปิดใจรับการเรียนรู้หรือไม่

การเรียนรู้ของทีมปลาปาก


การเรียนรู้ของทีมปลาปาก

สุพัฒน์ สมจิตรสกุล *

การเรียนรู้ของทีมปลาปากจังหวัดนครพนม เป็นการเรียนรู้ร่วมกับทีมอื่นที่อยู่นอกเครือข่าย เช่น การเรียนรู้ร่วมกับทีมไผ่ล้อมกับการจัดการปัญหาชุมชน กับทีมหลักศิลาในการศึกษาปัจจัยและบริบทของกลุ่มสร้างสุขภาพในชุมชน หรือทีมโคกสูงในการจัดระบบบริการผู้ป่วยเบาหวานในชุมชน ทั้งหมดนี้เป็นการเข้าไปเรียนรู้ในฐานะผู้ช่วยเหลือให้เกิดการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ระหว่างทีมของเจ้าหน้าที่และชุมชน ซึ่งต่อไปนี้จะเป็นการสรุปบทเรียนจาก 3 กรณี
เรียนรู้จากการหาความหมายร่วมกัน ในการเข้าไปศึกษาของทีมไผ่ล้อม** (ประกอบด้วยนักวิชาการจากสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม นักวิชาการสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ และนักวิชาการสาธาธารณสุขในสถานีอนามัยบ้านอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม )ได้เข้าไปในชุมชนบ้านไผ่ล้อม ตำบลอาจสามารถ อำเภอเมือง จังหวัดนครพนม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครือข่ายชุมชนในการควบคุมโรคอุจจาระร่วง เนื่องจากในพื้นที่ดังกล่าวมีการระบาดของโรคอุจจาระร่วง ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้ทีมถือเป็นโอกาสในการเข้าไปจัดการปัญหา โดยมีผู้สนับสนุนเป็นกองสุขศึกษา กระทรวงสาธารณสุข แรกเริ่มทีมเจ้าหน้าที่ได้เข้าไปประเมินชุมชนโดยการเชิญแกนนำของชุมชน( ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน อสม. และกรรมการหมู่บ้าน ) มาร่วมประชุมโดยบอกว่า ใช้หลักการประชาคมเพื่อค้นหาปัญหา พบว่าในการประชุม ทีมเจ้าหน้าที่พบว่า การประเมินพบว่า กลุ่มที่มาประชุมมีความรู้และตระหนักถึงความรุนแรงในโรคอุจจาระร่วงเป็นอย่างดี แต่เมื่อประเมินในชุมชนก็ยังพบพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย และมีการตระหนักในการปฏิบัติต่อการเจ็บป่วยน้อย ทีมเจ้าหน้าที่จึงได้นำปัญหาการจัดการดังกล่าวมาเป็นข้อสนทนากับผู้เขียน จึงมีข้อเสนอในการพูดคุยกันว่า ผลที่เกิดในชุมชนเช่นนั้นอาจเป็นเพราะเรา(ทีมเจ้าหน้าที่ ) กับชุมชน ในความหมายในคำจำกัดความของโรคอุจจาระร่วง และท่าทีของเจ้าหน้าที่ที่เข้าไปจัดการปัญหายังคงใช้วิธีการที่มีคำตอบโดยไม่ตั้งคำถามกับชุมชน หมายถึง การที่เจ้าหน้าที่คิดคำตอบที่สำเร็จรูป ชุมชนจึงมองเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ที่ต้องจัดการเอง ต่อมาทีมได้ปรับเปลี่ยนวิธีการทำงาน โดยยืดหยุ่นวิธีการค้นหาเริ่มต้นจากการค้นหาความหมายของอาการอุจจาระร่วงโดยไม่ยึดกับทฤษฎีหรือกรอบของวิชาชีพ จากท่าทีของวิธีการค้นหาโดยใช้กระบวนกลุ่มในการพูดคุยกับชุมชน พบว่า ความหมายในอาการ “ขี้ไหล”(อุจจาระร่วง) ของชุมชน แตกต่างจากความหมายของเจ้าหน้าที่ เช่น การทานอาหารรสจัดแล้วท้องเสีย จะไม่ถือว่าเป็นท้องเสีย หรือ เด็กอายุแรกขวบที่มีอาการอุจจาระร่วงถือว่าเป็น “ ขี้ซุ ” ชุมชนมองว่าเป็นพัฒนาการของเด็กที่ต้องทำให้ตัวเบาเพื่อให้ง่ายต่อการพัฒนาจากการคลานสู่การยืนและเดิน ด้วยความหมายที่แตกต่างทำให้วิธีจัดการกับโรคอุจจาระร่วงของชุมชนจึงแตกต่าง จากการที่ได้เรียนรู้กับชุมชน ทีมจึงได้เรียนรู้กับชุมชนในการจัดการปัญหาของชุมชนด้วยวิธี “ ไม่จัดการ “ หมายถึง การปล่อยวางและเป็นเพียงผู้สร้างบรรยากาศของการแลกเปลี่ยนระหว่างชุมชน ทำให้การประชุมปรึกษาหารือกันระหว่างสมาชิกในชุมชนเปิดกว้างให้สมาชิกอื่นเข้ามาร่วมมากขึ้น เช่น กลุ่มที่ไม่ใช่ผู้นำที่ไม่เคยเข้าร่วมกิจกรรมของชุมชน กลุ่มผู้ที่เคยมองว่า เป็นผู้ไม่มีศักยภาพในการช่วยเหลือ( ผู้พิการ หรือ จิตไม่สมประกอบ) ก็ได้เข้าร่วมในกิจกรรมของชุมชน วิธีจัดการของชุมชนคือ การร่วมพูดคุย หาแนวทางปฏิบัติร่วมกัน แบ่งหน้าที่รับผิดชอบ ทำให้เกิดกิจกรรมต่างๆในชุมชน ที่มากกว่าการจัดการโรคอุจจาระร่วง ชุมชนมองภาพใหญ่มากกว่ารูปแบบของเจ้าหน้าที่ที่มองแค่กรอบของโรค แต่ภาพที่สรุปโดยชุมชนมองว่า โรคอุจจาระร่วงหรือขี้ไหล มันเป็นแค่ส่วนปลายของปัญหา แต่แท้ที่จริง ปัจจัยก็คือ สิ่งแวดล้อมในชุมชน ทำให้เกิดแผนในการจัดการสิ่งแวดล้อม เช่น การทำแผนจัดการสิ่งแวดล้อมโดยเริ่มที่บ้านของสมาชิกในชุมชน ขยายไปยังรอบบ้าน บริเวณคุ้ม และในชุมชน แผนการหาแหล่งประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาเช่น อบต. จากเดิมชุมชนมอง อบต.เป็นเพียงนักการเมืองธรรมดาที่คอยคิดแผนตามกรรมการ ไม่เคยทำแผนขอ แต่ชุมชนได้ทำแผนของบประมาณ การจัดกิจกรรมในชุมชน การสร้างเตาเผาขยะ เป็นต้น นอกจากนี้ชุมชนนี้ได้มองไปถึงปัจจัยด้านบุคคล และได้จัดทำแผนของการพัฒนาเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยการจัดทำกลุ่มประชุมแลกเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอ จากการเข้าร่วมเรียนรู้ครั้งนี้ ผู้ใหญ่บ้านไผ่ล้อม บอกว่า “ ตั้งแต่เป็นผู้ใหญ่บ้านมา ไม่มีใครบอกว่า วิธีการจัดการกับปัญหาของชุมชน มีแต่สั่งให้ทำโน่นทำนี่ ผมสนุกมากกับการทำงานแบบนี้ “ การเรียนรู้ของทีมในบ้านไผ่ล้อมคือ การปล่อยวางจากความเป็นเจ้าหน้าที่ที่เต็มไปด้วยคำตอบ เป็นผู้จัดกระบวนการให้เกิดการเรียนรู้ กระตุ้นตั้งคำถามมากกว่าการบอกวิธีการ ช่วยให้ชุมชนค้นหาศักยภาพของตนและแหล่งประโยชน์ในการพัฒนาชุมชน

เรียนรู้จากบทเรียนที่ล้มเหลว การเรียนรู้ของทีมโคกสูง*** เดิมโรงพยาบาลปลาปากได้มีการจัดระบบคลินิกเบาหวาน ในโรงพยาบาลโดยมีผู้ป่วยมีส่วนร่วมในการจัดบริการ ต่อมาในปี ๒๕๔๕ เมื่อมีโครงการ UC ทำให้เครือข่ายบริการมองว่าสอ.ที่อยู่ติดกับเขตอำเภอเมือง จึงได้จัดบริการดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง เพื่อกันมิให้ผู้ป่วยไปรับบริการในเขตบริการที่อื่น โดยจัดรูปแบบ Extended OPD โดยมี แพทย์ ทันตแพทย์ เภสัชกร พยาบาล ออกให้บริการในสถานีอนามัยกุตาไก้ มหาชัย โพนสวาง นามะเขือ บริการสัปดาห์ละ ๑ ครั้ง หมุนเวียนกันไป แต่ดำเนินการได้เพียง ๑ ปีต้องยกเลิกด้วยเหตุปัจจัยทั้งทางโรงพยาบาลและสถานีอนามัย เมื่อได้วิเคราะห์พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลให้มีการล้มเหลวคือ
- การเตรียมพร้อมในด้านผู้ให้บริการ
- การเตรียมระบบการดูแลผู้รับบริการไม่สอดคล้องกับความต้องการ เช่น การเจาะเลือดรอล่วงหน้า
- รูปแบบที่ดำเนินการเป็นระบบพึ่งพาโรงพยาบาลมากเกินไป
ต่อมาในปี ๒๕๔๖ ผู้ป่วยที่เคยร่วมโครงการพัฒนาระบบบริการคลินิก ได้พยายามขอให้ทางโรงพยาบาลจัดระบบริการในสถานีอนามัย ทางทีมได้ร่วมพูดคุยกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และนำบทเรียนการจัดบริการที่ผ่านมาเป็นข้อพิจารณาในการปรับเปลี่ยนระบบบริการ บริบทของผู้ป่วยบ้านโคกสูง เป็นคนเผ่าไทโส้ที่อพยพมาจากอำเภอกุสุมาลย์ จังหวัดสกลนคร มีความเชื่อและนับถือผีบ้านผีเรือน เวลาเจ็บป่วย จะมีการ”มอ” คือการให้หมอผีวินิจฉัยว่าเกิดจาสาเหตุใด หากพบว่าเกิดจากการปฏิบัติผิดผี ก็จะมีการเยา คือการปฏิบัติรักษา เช่น การปฏิบัติแก้ที่ผิดผี การนำเครื่องไปบูชา หรือให้หมอผีแก้ หากมีกิจกรรมพิเศษ จะมีการเลี้ยงผีปู่ตา ที่ดอนปู่ตา(สถานที่ป่าสาธารณะในหมู่บ้าน) ส่วนประเพณีอื่นๆก็นับถือตามประเพณีอีสาน ถือฮีตสิบสองคองสิบสี่ ส่วนบ้านนกเหาะ ส่วนใหญ่เป็นชนเผ่าผู้ไท มีประเพณีเช่นชาวผู้ไท การถือฮีตสิบสองคองสิบสี่ แต่วิถีการบริโภคของทั้ง ๒ หมู่บ้านมีความคล้ายคลึงกัน การพึ่งแหล่งอาหารจากภายนอกชุมชน มีพ่อค้าแม่ค้าในชุมชนออกไปซื้ออาหารสำเร็จรูปจาก อ.นาแก จ.นครพนม และ ตำบลท่าแร่ จ.สกลนคร อาหารที่นำมาจำหน่าย เช่น น้ำเต้าหู้ แกงเผ็ด ผัดหมี่ ผัดพริก หรือ แม้แต่ อาหารพื้นบ้าน เช่น แจ่ว แกงอ่อม เป็นต้น ผู้ป่วยบอกว่า น้อยคนที่จะทำอาหารรับประทานเอง เพราะราคาถูกกว่า และส่วนใหญ่จะทำงานในสวนปลูกมะเขือส่งโรงงาน กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นหมู่บ้านโคกสูง และบ้านนกเหาะ ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ห่างจากโรงพยาบาลประมาณ ๘-๑๐ กม. ถนนที่ติดต่อกับอำเภอเป็นถนนลูกรัง ผู้ป่วยที่ไปรับบริการต้องตื่นแต่เช้าตี ๓ ตี๔ เพราะต้องรวบรวมกันเหมารถในหมู่บ้านมารับบริการ แต่กระนั้นก็ยังได้คิวบริการที่ ๓๐ ถึง ๔๐ เริ่มแรกเราได้คิดผลักผู้ป่วยในเขตตำบลโคกสูง จำนวน ๑๕๐-๑๖๐ คน การดำเนินการเริ่มต้นด้วยการพูดคุยกัน ระหว่างผู้ป่วย เจ้าหน้าที่ที่ให้บริการในคลินิก (แพทย์ พยาบาล ห้องปฏิบัติการ) และเจ้าหน้าที่สอ. ถึงความเป็นไปได้ คัดเลือกเจ้าหน้าที่เข้ามาเรียนรู้การดูแลผู้ป่วยเบาหวาน การจัดยา โดยใช้เวลา ๑ เดือน(เรียนตามสะดวกของเจ้าหน้าที่ สอ.) โดยสอนในคลินิก และห้องเรียน การดำเนินการ เริ่มแรกเรากะจะผลักผู้ป่วยตำบลโคกสูงทั้ง ๑๕๐ กว่าคนกลับไป ซึ่งพบว่า การจัดการในครั้งแรกยุ่งยาก เนื่องจากผู้ป่วยบางรายต้องการมารับบริการที่โรงพยาบาล เพราะเดินทางสะดวก และปัจจัยความเชื่อมั่น ต่อมาจึงได้ปรับโดยจัดเลือกเฉพาะพื้นที่หมู่บ้านที่ใกล้เคียงกับสอ. ตกลงบริการกับผู้ป่วย ที่อยู่ในเขตบ้านโคกสูง และบ้านนกเหาะ ซึ่งอยู่ใกล้ สอ.โคกสูง ไม่เกิน ๒ ก.ม.
– บริการเฉพาะผู้ป่วยเก่า
– ผู้ป่วยไม่มีภาวะแทรกซ้อน
– ผู้ป่วยควบคุมโรคได้ดี
– ผู้ป่วยต้องไปตรวจสุขภาพที่รพ.ปีละ ๑ ครั้ง
– และผู้ป่วยสมัครใจที่จะรับบริการที่สถานีอนามัย
ทีมรพ.(ประกอบด้วย แพทย์ และพยาบาล) ลงพื้นที่ไปช่วยจัดระบบบริการ โดยกำหนดวันบริการเป็นวันอังคาร โดยมีขั้นตอนดังนี้
– ผู้ป่วยรับการเจาะเลือดตรวจ ระดับน้ำตาล โดยลูกจ้างสอ. (เสร็จแล้วจะกลับบ้านก่อนก็ได้)
– ตรวจรักษาโดยเจ้าหน้าที่สอ. (ระยะเริ่มแรกจะมีแพทย์นั่งเป็นที่ปรึกษา แต่ไม่ตรวจ เพื่อเป็นการสร้างความมั่นใจแก่เจ้าหน้าที่ และผู้รับบริการ)
– รับยาโดยผู้ตรวจรักษา ซึ่งทำให้สามารถอธิบายการใช้ยาและพูดคุยเรื่องการควบคุมโรคกับผู้ป่วยได้ด้วย ระยะเตรียมการนี้ใช้เวลา ๒ เดือน
การจัดบริการในปัจจุบัน หลังได้ดำเนินการมาได้กว่า ๑ ปี
– ให้บริการทุกวันอังคาร
– เจาะเลือดโดยลูกจ้างสอ.(ที่รพ.จ้างให้)
– ตรวจรักษาโดย จนท. สอ.(กำลังปรับให้พยาบาลที่ปฏิบัติในสอ.ตรวจ)
– ระบบการนัด จะนัดเป็นหมู่บ้านตามความสะดวกของผู้ป่วย
– การส่งต่อกลับกรณี ควบคุมโรคไม่ดี (ระดับน้ำตาลสูง หรือต่ำเกินไป)
– ตรวจสุขภาพประจำปีที่รพ.
– ใช้แบบบันทึกแบบเดียวกันกับคลินิกในรพ. และจัดทำสมุดประจำตัว
ผลการดำเนินการ(๑) ผู้ป่วยที่รับบริการ มีความสุขในการบริการที่ใกล้บ้าน รู้สึกใกล้ชิดกับผู้ให้บริการ บอกความต้องการ
“ มันใกล้บ้าน ถีบจักรยานมาก็ถึง อยากได้อะไรก็บอก เพราะเป็นหมอบ้านเราเอง “
ผู้ป่วยที่ส่งกลับไปรับบริการที่รพ. มีน้อยเพียง ๒-๓ ราย การคัดกรองผู้ป่วยในชุมชน ทำโดยไม่ต้องลงพื้นที่(ผู้ป่วยบอกญาติไปตรวจเอง) เจ้าหน้าที่สอ.ผู้ให้บริการ ได้ใกล้ชิดกับชุมชน สามารถเปิดบริการที่สอดคล้องกับความต้องการของชุมชน เจ้าหน้าที่สอ. มีความต้องการพัฒนาระบบบริการ เช่น การพัฒนาระบบการให้ความรู้ การศึกษาวิถีชีวิตผู้ป่วยเบาหวานในเผ่าโส้ ในชุมชน สิ่งที่ได้ทำต่อ มีพื้นที่สอ.อื่นๆ มีความสนใจที่จะเปิดบริการผู้ป่วยเบาหวานในพื้นที่ เช่น สอ.มหาชัย สอ.กุตาไก้ (ซึ่งเป็นพื้นที่ที่เคยล้มเหลวมาแล้ว) แต่ต้องพูดคุยกับผู้ป่วย และผู้จัดระบบ สิ่งที่ได้เรียนรู้ การจัดระบบบริการจำเป็นต้องมีการเตรียม
– ผู้รับบริการ
– เจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ และผู้ให้การสนับสนุน
– ระบบที่เอื้อต่อการส่งต่อ การสนับสนุนสิ่งของ และวิชาการ รวมทั้งการเสริมกำลังใจ
ความสม่ำเสมอในการสนับสนุน รูปแบบการจัดบริการ ต้องหลากหลาย ไม่ตายตัว ยืดหยุ่นต่อบริบทของชุมชน และสถานบริการ

เรียนรู้การทำงานในชุมชนจากเครื่องมือวิจัยเชิงคุณภาพ ในการทำงานภายใต้กรอบนโยบาย ทำให้เกิดภาพลวงตาในความสำเร็จในงานว่า สามารถดำเนินการพัฒนาหรือแก้ปัญหาในชุมชนได้ตามเป้าหมาย กิจกรรมการสร้างสุขภาพของชมรมสร้างสุขภาพของบ้านหลักศิลา ตำบลพระกลางทุ่ง อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม ซึ่งทีมได้เข้าไปเรียนรู้โดยตั้งคำถามในการเข้าไปเรียนรู้ในเริ่มแรก ว่าปัจจัยใดที่ทำให้ชมรมสร้างสุขภาพ บ้านหลักศิลา จึงประสบความสำเร็จ เริ่มต้นทีมได้ชักชวนเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อให้เป็นสมาชิกทีมเข้าไปเรียนรู้ และได้ช่วยกันพัฒนาทักษะในการวิจัยเชิงคุณภาพให้แก่สมาชิกทีม และได้ร่วมกันวางแผนจัดเก็บข้อมูล โดยวางกรอบของการจัดเก็บข้อมูล สร้างแนวคำถาม กำหนดกลุ่มเป้าหมายที่จะเป็นแหล่งข้อมูล (Key informant) และเลือกวิธีการในการจัดเก็บข้อมูล ในการเริ่มต้น เราได้ทดลองใช้แนวคำถามระหว่างสมาชิกในทีม หรือ กลุ่มเป้าหมายแล้วนำมาปรับเปลี่ยน ระหว่างนั้นได้มีการเรียนรู้การตรวจสอบข้อมูลระหว่างกัน ( Triangulation ) ทำให้เกิดการตั้งคำถามภายในทีมว่า สิ่งที่แหล่งข้อมูลบอกเป็นภาพที่จริงของชุมชนหรือเปล่า เช่น แหล่งข้อมูลบอกว่า ภายในชุมชนมีการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง และมีผู้เข้าร่วมหลากหลาย แต่จากการทำแผนภูมิของความสัมพันธ์ของสมาชิกกลุ่มต่างๆในชุมชนพบว่า สมาชิกมักจะซ้ำๆกัน และแกนนำส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับกลุ่มผู้นำ เมื่อตรวจสอบจากการเข้าไปสังเกตในชุมชนของทีมพบว่า ยังมีสมาชิกชุมชนส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถเข้าถึงบริการหรือกิจกรรมภายในชุมชน เช่น ผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เมื่อเราถามแหล่งข้อมูลที่ได้จัดเตรียมมาว่า กิจกรรมสุขภาพมีรูปแบบใดบ้าง พฤติกรรมบริโภคเป็นอย่างไร สิ่งที่ได้จากแหล่งข้อมูลบอกว่า ในชุมชนมีกิจกรรมสร้างสุขภาพ เช่น ปลูกผักโดยไม่ใช้สารเคมี และเน้นใช้แรงงานคน เมื่อเข้าไปสังเกตและสอบถามจากบุคคลอื่นในชุมชนพบว่า ยังมีการใช้สารเคมีในการปลูกผัก และส่วนใหญ่ก็จะใช้เครื่องจักรกลในการจัดทำ นอกจากนี้ตามที่ทีมไปสังเกตพบว่า ยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมของชมรมสร้างสุขภาพของชุมชน แต่มีกิจกรรมการสร้างสุขภาพของตนเอง เช่น คุณป้าอายุ 60 กว่าปีวิ่งออกกำลังกายรอบสระหน้าโรงเรียน คุณลุงอายุเกือบเจ็ดสิบปี ถีบจักรยานออกกำลังกายทุกเช้า และในชุมชนยังมีกลุ่มคนเหล่านี้อยู่เป็นจำนวนมาก ทีมจึงได้ตั้งคำถามว่า “ ทำไมจึงมีคำตอบอยู่ 2 ฟาก เช่นนี้ “ จากการวิเคราะห์เบื้องต้น ทีมสรุปว่าเกิดจากมุมมองของคนภายในชุมชนที่แตกต่างกัน หรืออาจเป็นเพราะความต้องการรักษาสถานภาพของกลุ่มผู้นำที่ต้องการรักษาภาพของชุมชนที่ประสบความสำเร็จ
ต่อมาจากการสรุปและวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ขั้นตอนต่อไปคือ การนำเสนอข้อมูลแก่ชุมชน เพื่อการตรวจสอบ และวิพากษ์ข้อมูลที่ทีมไปจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำไปสู่การมองภาพร่วมกันในการวิเคราะห์ปัญหาชุมชนร่วมกัน บรรยากาศในการนำเสนอข้อมูลพบว่า วันนั้นมีทหารพัฒนาเข้ามาร่วมประชุมด้วย และบรรยากาศการแสดงความคิดเห็นของสมาชิกในชุมชนเป็นไปอย่างเงียบเหงา ทำให้ทีมต้องตรวจสอบข้อมูลพบว่า หมู่บ้านแห่งนี้เคยเป็นหมู่บ้านชายแดนที่ได้รับการพัฒนาจากหน่วยทหารพัฒนาและเคยประกวดหมู่บ้านและได้รางวัลมาแล้ว ในปีนี้หมู่บ้านกำลังจะถูกคัดเลือกให้เข้าร่วมประกวดอีกครั้ง เท่าที่สอบถามสมาชิกที่เข้าร่วมประชุมและสรุปได้ว่า ตอนนี้ทางทีมทหารยังไม่ต้องการให้โชว์ข้อมูลด้านลบของชุมชนออกมาเพราะกลัวว่า เมื่อถูกประเมินคะแนนจะต่ำ ทีมต้องกลับมาทบทวนว่า ข้อมูลอีกครั้งและปรับวิธีการนำเสนอข้อมูลให้แก่ชุมชน และผู้เกี่ยวข้องได้อย่างไร สมาชิกในทีมบางคนบอกว่า “ รอให้ทหารกลับไปก่อน แล้วค่อยเข้าไปประชุมชาวบ้าน อีกครั้ง “ แต่เมื่อทบทวนกับสมาชิกในทีม ได้ข้อคิดที่น่าสนใจว่า “ เราต้องถือโอกาสที่ทหารเข้ามา เข้าไปให้ข้อมูลแก่ทหาร เพราะทหารมีศักยภาพพร้อมบารมีและเคยร่วมกับชาวบ้านพัฒนามาก่อน เพื่อให้มีการดึงทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหมู่บ้าน ไม่เช่นนั้นเมื่อเราออกจากพื้นที่ไปแล้ว ผู้ที่เป็นภาระก็จะเป็นชาวบ้านที่ต้องหันซ้ายหันขวา ตามผู้ที่เข้ามาในหมู่บ้าน “ จากความคิดดังกล่าว ภายในทีมจึงได้วางแผนไปเสนอข้อมูลให้แก่ทีมทหารพัฒนา เพื่อจะได้รับมุมมองร่วมกัน และสรุปเป็นประเด็นเพื่อเสนอแก่ชุมชนต่อไป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ของทีมจากพื้นที่บ้านหลักศิลา คือ ข้อมูลที่ได้รับจากชุมชน จำเป็นต้องมีการตรวจสอบ การใช้เครื่องมือในการวิจัยเชิงคุณภาพเป็นวิธีหนึ่งที่สามารถใช้ได้ดี เช่น การสนทนากลุ่ม และนำประเด็นที่น่าสนใจในกลุ่มไปเป็นแนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึก นอกจากนี้การใช้ทักษะการสังเกตเพื่อตรวจสอบข้อมูลเป็นระยะๆ และข้อมูลที่ได้มาจำเป็นต้องได้รับการนำเสนอให้แก่ชุมชนรับทราบเพื่อตรวจสอบและวิพากษ์ ทำให้เกิดการมีส่วนร่วมจากทุกฝ่ายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับชุมชน เพื่อให้เกิดการร่วมมือกันค้นหาศักยภาพและแหล่งประโยชน์เพื่อนำมาพัฒนาชุมชนต่อไป
สิ่งที่ได้เรียนรู้ในรอบปีที่ผ่านมา เครือข่ายของทีมปลาปาก เป็นการเข้าไปเรียนรู้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ โดยใช้ประสบการณ์ที่ได้เข้าไปเรียนรู้กับทีมอื่นๆร่วมทั้งการจัดประสบการณ์ที่ทาง สวสช.ได้จัดขึ้น ทำให้เกิดโอกาสการเรียนรู้กับทีมอื่นโดยไม่ได้มองเพียงในกรอบในที่ทำงาน ได้พบสิ่งดีๆที่เกิดขึ้น พบศักยภาพในชุมชน ในตัวเจ้าหน้าที่ สิ่งที่ได้เรียนรู้คือ การปล่อยวางตัวตน การยอมรับในความผิดพลาดและใช้ความผิดพลาดเป็นโอกาสในการเรียนรู้ในการจัดการปัญหา ทั้งหมดนี้เป็นความรู้ที่ได้เรียนรู้ในรอบปีที่ผ่านมา
การวางแผนต่อไป ได้ร่วมกับเครือข่ายสถานีอนามัยโคกสว่าง **** ได้วางแผนเข้าไปเรียนรู้พฤติกรรมการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวาน ในเขตบ้านศรีธน ตำบลโคกสว่าง อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม โดยใช้กระบวนการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างทีมโรงพยาบาลปลาปากกับทีมเจ้าหน้าที่สาธารณสุขภายในพื้นที่อำเภอปลาปาก คาดว่า จะเกิดการเรียนรู้ระหว่างชุมชนและเจ้าหน้าที่เพื่อให้มีการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเจ้าหน้าที่ การเรียนรู้ศักยภาพตนเองของชุมชน ไปสู่การพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยเบาหวานในชุมชนต่อไป

* พยาบาล โรงพยาบาลปลาปาก อำเภอปลาปาก จังหวัดนครพนม
** ประกอบด้วย นางมารดี วิทยดำรงชัย นายปัญญา ไตรปกรณ์กุศล และ นายสงกรานต์ นักบุญ
*** ประกอบด้วย ทีมโรงพยาบาลปลาปาก แพทย์หญิงชื่นฤดี ราชบัญดิษฐ์ นายสุพัฒน์ สมจิตรสกุล นางมติกา สุนา และทีม สถานีอนามัยโคกสูง นายจิระชาย ประสบธัญญา นางจารุวรรณ วงค์ศรีชา และนายทวี ดีละ
**** ประกอบด้วย นายสุพัฒน์ สมจิตรสกุล นายธวัชชัย แสงจันทร์ และ เจ้าหน้าสาธารณสุข อำเภอปลาปาก